เพิ่มการลงทุน อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย แผนการลงทุนรายเดือน

แผนการลงทุนรายเดือน

การลงทุนอาจทำให้ท่านสับสนและไม่แน่ใจในยามที่สมควรลงทุนมากที่สุด แม้จะเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนก็ตาม แผนการลงทุนรายเดือนสามารถช่วยท่านให้หลุดพ้นจากความสับสนลังเลทั้งหลาย หากท่านนำเงินจำนวนเท่ากันเข้าลงทุนเป็นประจำทุกเดือน ท่านก็สามารถสะสมทรัพย์สินให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีวินัยและไม่เครียดเท่ากับ การลงทุนแบบหาจังหวะ และการบรรลุเป้าหมายทางการเงินของท่านก็อยู่ไม่ไกล

ข้อดีของแผนการลงทุนรายเดือน

1. เริ่มต้นลงทุนเพียง 5,000 บาท* (สำหรับโครงการสานฝันเริ่มด้วยพันบาทของก.ล.ต. สามารถลงทุนรายเดือนผ่านกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท (ABG) และกองทุนเปิด อเบอร์ดีน แวลู (ABV) ขั้นต่ำ 1,000 บาท)
2. เงินลงทุนรายเดือนสามารถหักออกจากบัญชีธนาคารของท่านได้โดยตรงหรือจากบัญชีเงินเดือนของท่าน
3. การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนมีความเหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับแผนการลงทุนรายเดือน เนื่องจากสามารถซื้อด้วยจำนวนเงินงวดละเท่าๆกันในทุกรอบเวลาที่ท่านกำหนดได้
4. ท่านสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มและสิ้นสุดแผนการลงทุนของท่านเมื่อไร โดยไม่มีค่าปรับใดๆ
5. ท่านเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่ส่งเข้ามาลงทุนรายเดือน โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
6. แผนการลงทุนรายเดือนทำให้เกิดวินัยในการลงทุน

*จุดนี้อาจแตกต่างกันระหว่างผู้จัดจำหน่ายและกองทุนแต่ละราย

โปรดติดต่อตัวแทนฝ่ายขาย เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

แผนการลงทุนรายเดือนสำหรับนักลงทุน

ตลาดหุ้นกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนหลังจากเกิดปรากฎการณ์ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงเหนือการคาดการณ์ในปี 2552 และ 2553 ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยไม่ยาก ว่ามีสาเหตุจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีทีท่าสั่นคลอน ในสหรัฐฯประชาชนยังคงต้องลดภาระหนี้สินลงต่อไป แม้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะแตกสลายไปแล้ว ในญี่ปุ่น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยหลังจากประสบหายนภัยครั้งใหญ่ เอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ก็กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ยุโรปก็มีปัญหาหนี้สินสาธารณะที่ยังคงฝังรากลึก แต่ในทุกกรณี ภาครัฐคือผู้ที่จะต้องคิดให้รอบคอบว่าจะควบคุมหรือส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ

จึงไม่น่าแปลกที่ทำไมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนจึงไม่แน่นอนในระยะหลัง

แล้วคุณจะทำอย่างไร เมื่อตลาดหุ้นเกิดสะดุด? นักลงทุนบางคนอาจจะหวั่นกลัว และถอนการลงทุน บางคนรอดูสถานการณ์จนกว่าจะเห็นทิศทางชัดขึ้น คุณอาจมีคำถามว่าแล้วทำไมเรายังคงนำเงินไปลงทุนและไม่ถอดใจไปจากการลงทุน แม้เมื่อราคาหุ้นอาจจะตกต่ำลงไปมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตามธรรมชาติตลาดย่อมมีขึ้นมีลงแม้ในระยะสั้นก็ตาม ดังนั้นการพยายามที่จะทำนายทิศทางตลาดหุ้นจึงมักเป็นเรื่องยาก แม้คิดว่าน่าจะทำได้ก็ตาม และบ่อยครั้งที่ตลาดปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคิดว่ามันน่าจะเป็น ดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้และดีที่สุดคือการเกาะติดการลงทุน แม้ในช่วงเวลาที่มีความผันผวนในตลาดก็ตาม

จากการวิจัย เราพบว่าวิธีการลงทุนอย่างเป็นระบบมักจะทำกำไรได้มากกว่าวิธีการที่ปล่อยให้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นตัวกำหนด และนั่นจึงเป็นที่มาของแผนการลงทุนรายเดือน

ด้วยการนำเงินเข้าไปลงทุนทุกเดือน แผนการลงทุนรายเดือนช่วยให้ท่านสร้างพอร์ตหลักทรัพย์ของท่านขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากตลาดหุ้นยังไม่ขยับขึ้น เงินที่ท่านนำมาลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้มากขึ้น แต่เมื่อตลาดหุ้นขยับขึ้น เงินที่ท่านนำมาลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้น้อยลง แต่มูลค่ารวมของพอร์ตหลักทรัพย์ของท่านจะเพิ่มขึ้น

ข้อที่ดีมากเกี่ยวกับแผนการลงทุนรายเดือนคือการควบคุมการลงทุนที่มากับแผน ท่านสามารถกำหนดจำนวนเงินตายตัวได้เองตามที่ท่านต้องการจะนำมาลงทุน ท่านสามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนในจุดใด และท่านสามารถเลือกหยุดและเริ่มการลงทุนรอบใหม่ตามแผนได้ตลอดเวลา มันไม่ใช่วิธีการที่เหนือชั้นแต่อย่างใด แต่สามารถช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการลงทุนที่พบบ่อยๆได้มากมาย โปรดอ่านต่อไป....

การถัวเฉลี่ยต้นทุนของทรัพย์สินที่ลงทุน

โดยทั่วไปการลงทุนมีสองแบบ แบบเป็นระบบและแบบไม่เป็นระบบ แบบเป็นระบบเป็นการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอ และไม่ต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึกและความกล้ามาตัดสิน ท่านนำเงินจำนวนตายตัวมาเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าตลาดจะมีภาวะอย่างไรและราคาหน่วยลงทุนจะขึ้นหรือลงก็ตาม ถ้าราคาหน่วยลงทุนปรับลดลง ท่านก็ซื้อหน่วยได้มากขึ้น ถ้าราคาหน่วยลงทุนปรับเพิ่มขึ้น ท่านก็ซื้อหน่วยได้น้อยลง

วิธีนี้เรียกว่าวิธีเฉลี่ยต้นทุนของหน่วยลงทุน หมายถึงต้นทุนเฉลี่ยของหน่วยลงทุนของท่านจะน้อยกว่าต้นทุนของหน่วยลงทุนที่ซื้อมาด้วยเงินลงทุนเพียงก้อนเดียวในจำนวนเเงินเท่ากันกับเงินลงทุนเป็นงวดๆรวมกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากราคาหน่วยลงทุนผันผวน ท่านจะสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้มากกว่า

สถิติย้อนหลังที่ผ่านมามีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีภาวะผันผวนสูง ดังที่กราฟข้างล่างได้แสดงไว้



เมื่ออารมณ์พาไป

ทุกๆปี ดัลบาร์ อิงค์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อการซื้อและขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมในสหรัฐฯ แม้ตัวเลขอาจแปรผันไปในแต่ละปี แต่ผลลัพท์ยังคงเป็นเช่นเดิม โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าระดับที่ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมชี้นำอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอยู่ที่จังหวะของตลาด พวกเราทั้งหมดมักจะเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถรู้ว่าจังหวะการลงทุนหรือเลิกลงทุนที่ดีจะมาถึงเมื่อใด แต่โชคก็มีส่วนสำคัญพอๆกับความชำนาญ แต่ส่วนใหญ่จะโชคไม่ดี ที่สำคัญคำแนะนำที่มีมานาน ที่ให้ซื้อตอนราคาต่ำและขายตอนราคาสูงเป็นสิ่งที่ฟังดูง่ายและมีเหตุผล แต่พฤติกรรมของเราที่ไม่เป็นระบบทำให้เราหลายคนทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับคำแนะนำ

ดัลบาร์ แสดงข้อมูลในช่วงนานกว่า 20 ปีที่ผ่านมาถึง 31 ธ.ค. 2550 นักลงทุนในกองทุนหุ้นส่วนใหญ่จะได้กำไรต่อปีในอัตราเพียง 4.5% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี เอส แอนด์ พี 500 มากกว่า 7% ต่อปี นอกจากนี้เงินที่ลงทุนไป 10,000 เหรียญในกองทุนหุ้นในครั้งเดียว น่าจะทำกำไรได้เพียง 14,011 เหรียญ เทียบกับที่จะทำได้ 21,036 เหรียญจากการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอ ที่นำ 10,000 เหรียญมาเฉลี่ยเป็นงวด งวดละเท่ากันเป็นเวลา 240 เดือน (โปรดดูกราฟต่อไปนี้) ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

 

การวางแผนการลงทุนของท่าน


แผนการลงทุนรายเดือนเป็นที่นิยมว่าเป็นหนทางที่ช่วยให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ระยะยาวที่เรากำหนดไว้

ก่อนการลงทุนใดๆก็ตาม เราควรกำหนดวัตถุประสงค์ของเราและดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถช่วยท่านได้ในจุดนี้ อีกหนึ่งทางในการพิจารณาความเหมาะสมของแผนการลงทุนของท่าน ได้แก่การพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆต่อไปนี้

แผนการลงทุนที่ดีควรพิจารณาทั้งปัจจัยภายนอกและภายในของการลงทุน เช่น รูปแบบต่างๆของการลงทุนที่มีให้เลือก และทัศนคติต่อความเสี่ยงของท่าน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนเกือบทุกคนพบ คือความไม่สมดุลกันระหว่างระดับผลตอบแทนที่คาดหวังและระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

ผลตอบแทนและความเสี่ยงโดยมากจะสัมพันธ์กัน และยิ่งคงการลงทุนไว้นานเท่าใด เรายิ่งจะได้เห็นความจริงในข้อนี้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไป กองทุนหุ้นมีความผันผวนมากกว่ากองทุนพันธบัตร และกองทุนที่ลงทุนในประเทศใดเพียงประเทศเดียวยิ่งมีความผันผวนมากกว่ากองทุนที่ลงทุนในทั้งภูมิภาคหรือทั่วโลก กองทุนตลาดเงินมีความปลอดภัยสูงกว่าทั้งหมด แต่ก็ตั้งเป้าเพียงแค่ให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง

ด้วยแผนการลงทุนรายเดือน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากความเครียดลดลงจากการเฉลี่ยต้นทุนหน่วยลงทุน โดยเงินของท่านยังคงเข้าลงทุนในตลาดตลอดช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าท่านควรจะจำกัดการลงทุนในแค่หนึ่งหรือสองกองทุน ท่านมีอิสระที่จะกระจายเงินลงทุนตามแผนการลงทุนรายเดือนไปยังหลายๆกองทุน ซึ่งที่จริงเป็นวิธีการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด

เนื่องจากแผนการลงทุนรายเดือนมีลักษณะการลงทุนอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ จึงได้รับความนิยม โดยมองว่าเป็นหนทางในการวางแผนเพื่อเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การเกษียณอายุ การตั้งทุนการศึกษาให้บุตรหลาน และที่จริงแผนการลงทุนรายเดือนก็อาจจะเหมาะกับแผนการระยะยาวทุกประเภท ซึ่งอาจจะรวมทุกเพื่อการรักษาพยาบาลของท่านหรือทุนเพื่อการดูแลบิดามารดา

การลงทุนแบบรายเดือนในเอเชียมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ในเกาหลี คนงานจำนวนหลายล้านคนมีการส่งเงินรายเดือนซึ่ง ซึ่งรวมเป็นเงินทุนสุทธิที่ไหลเข้าตลาดหุ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ ในออสเตรเลีย มาเลเซีย และต่อมาฮ่องกง ได้จัดทำแผนการหักเงินเพื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญออกจากเงินเดือน และนำไปลงทุนในตลาดอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ซึ่งเป็นแผนที่เหมือนกับแผนการลงทุนรายเดือน ไม่ว่าเจ้าของเงินจะเลือกกองทุนเองหรือผ่านการจัดการของบุคคลที่สามก็ตาม

แม้ว่าท่านจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญอยู่แล้ว แต่การลงทุนตามแผนการลงทุนรายเดือนก็ยังจำเป็น เนื่องจากประเทศที่มาตรฐานสวัสดิการสังคมยังไม่สูงเท่ามาตรฐานของโลกตะวันตก เช่นในเอเชีย ซึ่งยังไม่มีสวัสดิการที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นอัตราการออมเงินของประชาชนจึงมักจะสูงกว่าประชาชนในประเทศตะวันตก แต่เงินออมเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นแผนการลงทุนรายเดือนจึงนำท่านเดินเข้าสู่เส้นทางที่จะทำให้เงินออมของท่านงอกเงยด้วยวิธีที่ง่ายและสะดวก

รายการที่ต้องพิจารณา

อะไรที่คุณพิจารณาเมื่อจะลงทุน ? ควรพิจารณาปัจจัยภายในบางอย่างของท่านเอง เมื่อต้องการวางแผนการลงทุนแบบใดก็ตาม:

  • อะไรคือเป้าหมายการลงทุนและความต้องการของท่าน ?
  • อายุของท่าน ?
  • ฐานะการเงินของท่านดีแค่ไหน ?
  • ท่านยอมรับความผันผวนระยะสั้นในตลาดการลงทุนได้มากแค่ไหน ?
  • ท่านต้องการถอนเงินสดจากการลงทุนได้มากแค่ไหน หากท่านต้องการไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ?
  • เมื่อใดที่ท่านจำเป็นต้องได้เงินที่ท่านลงทุนไปกลับคืนมา ?
  • ท่านต้องการกระจายความเสี่ยงมากแค่ไหน ?
  • การลงทุนในลักษณะใดที่ท่านต้องการ ?

เงินสดคืออำนาจ ?

ที่ผ่านมา เราอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เงินสดคืออำนาจ” ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่าท่านจะไม่มีทางเสียเงินหากถือเงินสดเอาไว้

แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังคงต่ำมาก ท่านแทบจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีจากการเก็บเงินสดเอาไว้ และอันที่จริงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว บางทีผลตอบแทนที่ได้อาจกลายเป็นติดลบ

ในขณะเดียวกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน ย่อมหมายถึงราคาของหลักทรัพย์ที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยง เช่น หุ้นกู้และหุ้นสามัญในตลาด ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนได้มากอย่างน่าพอใจ และน่าสนใจกว่าดอกเบี้ยจากการฝากเงินสดไว้กับธนาคารมาก

แต่ก็เป็นความจริงว่าราคาของหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงก็อาจจะตกต่ำลงในระยะสั้น และถ้าบริษัทลดการจ่ายเงินปันผล ผลตอบแทนจากการถือหุ้นของบริษัทนี้ก็ไม่ได้สูงอย่างที่คาดไว้ แต่ในระยะยาวการถือหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินสดไว้กับธนาคาร

  • แผนการลงทุนรายเดือนสำหรับนักลงทุน

    ตลาดหุ้นกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนหลังจากเกิดปรากฎการณ์ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงเหนือการคาดการณ์ในปี 2552 และ 2553 ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยไม่ยาก ว่ามีสาเหตุจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีทีท่าสั่นคลอน ในสหรัฐฯประชาชนยังคงต้องลดภาระหนี้สินลงต่อไป แม้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะแตกสลายไปแล้ว ในญี่ปุ่น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยหลังจากประสบหายนภัยครั้งใหญ่ เอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ก็กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ยุโรปก็มีปัญหาหนี้สินสาธารณะที่ยังคงฝังรากลึก แต่ในทุกกรณี ภาครัฐคือผู้ที่จะต้องคิดให้รอบคอบว่าจะควบคุมหรือส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ

    จึงไม่น่าแปลกที่ทำไมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนจึงไม่แน่นอนในระยะหลัง

    แล้วคุณจะทำอย่างไร เมื่อตลาดหุ้นเกิดสะดุด? นักลงทุนบางคนอาจจะหวั่นกลัว และถอนการลงทุน บางคนรอดูสถานการณ์จนกว่าจะเห็นทิศทางชัดขึ้น คุณอาจมีคำถามว่าแล้วทำไมเรายังคงนำเงินไปลงทุนและไม่ถอดใจไปจากการลงทุน แม้เมื่อราคาหุ้นอาจจะตกต่ำลงไปมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ตามธรรมชาติตลาดย่อมมีขึ้นมีลงแม้ในระยะสั้นก็ตาม ดังนั้นการพยายามที่จะทำนายทิศทางตลาดหุ้นจึงมักเป็นเรื่องยาก แม้คิดว่าน่าจะทำได้ก็ตาม และบ่อยครั้งที่ตลาดปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคิดว่ามันน่าจะเป็น ดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้และดีที่สุดคือการเกาะติดการลงทุน แม้ในช่วงเวลาที่มีความผันผวนในตลาดก็ตาม

    จากการวิจัย เราพบว่าวิธีการลงทุนอย่างเป็นระบบมักจะทำกำไรได้มากกว่าวิธีการที่ปล่อยให้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นตัวกำหนด และนั่นจึงเป็นที่มาของแผนการลงทุนรายเดือน

    ด้วยการนำเงินเข้าไปลงทุนทุกเดือน แผนการลงทุนรายเดือนช่วยให้ท่านสร้างพอร์ตหลักทรัพย์ของท่านขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากตลาดหุ้นยังไม่ขยับขึ้น เงินที่ท่านนำมาลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้มากขึ้น แต่เมื่อตลาดหุ้นขยับขึ้น เงินที่ท่านนำมาลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้น้อยลง แต่มูลค่ารวมของพอร์ตหลักทรัพย์ของท่านจะเพิ่มขึ้น

    ข้อที่ดีมากเกี่ยวกับแผนการลงทุนรายเดือนคือการควบคุมการลงทุนที่มากับแผน ท่านสามารถกำหนดจำนวนเงินตายตัวได้เองตามที่ท่านต้องการจะนำมาลงทุน ท่านสามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนในจุดใด และท่านสามารถเลือกหยุดและเริ่มการลงทุนรอบใหม่ตามแผนได้ตลอดเวลา มันไม่ใช่วิธีการที่เหนือชั้นแต่อย่างใด แต่สามารถช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการลงทุนที่พบบ่อยๆได้มากมาย โปรดอ่านต่อไป....

  • การถัวเฉลี่ยต้นทุนของทรัพย์สินที่ลงทุน

    โดยทั่วไปการลงทุนมีสองแบบ แบบเป็นระบบและแบบไม่เป็นระบบ แบบเป็นระบบเป็นการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอ และไม่ต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึกและความกล้ามาตัดสิน ท่านนำเงินจำนวนตายตัวมาเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าตลาดจะมีภาวะอย่างไรและราคาหน่วยลงทุนจะขึ้นหรือลงก็ตาม ถ้าราคาหน่วยลงทุนปรับลดลง ท่านก็ซื้อหน่วยได้มากขึ้น ถ้าราคาหน่วยลงทุนปรับเพิ่มขึ้น ท่านก็ซื้อหน่วยได้น้อยลง

    วิธีนี้เรียกว่าวิธีเฉลี่ยต้นทุนของหน่วยลงทุน หมายถึงต้นทุนเฉลี่ยของหน่วยลงทุนของท่านจะน้อยกว่าต้นทุนของหน่วยลงทุนที่ซื้อมาด้วยเงินลงทุนเพียงก้อนเดียวในจำนวนเเงินเท่ากันกับเงินลงทุนเป็นงวดๆรวมกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากราคาหน่วยลงทุนผันผวน ท่านจะสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้มากกว่า

    สถิติย้อนหลังที่ผ่านมามีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีภาวะผันผวนสูง ดังที่กราฟข้างล่างได้แสดงไว้



    เมื่ออารมณ์พาไป

    ทุกๆปี ดัลบาร์ อิงค์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อการซื้อและขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมในสหรัฐฯ แม้ตัวเลขอาจแปรผันไปในแต่ละปี แต่ผลลัพท์ยังคงเป็นเช่นเดิม โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าระดับที่ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมชี้นำอย่างมีนัยสำคัญ

    เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอยู่ที่จังหวะของตลาด พวกเราทั้งหมดมักจะเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถรู้ว่าจังหวะการลงทุนหรือเลิกลงทุนที่ดีจะมาถึงเมื่อใด แต่โชคก็มีส่วนสำคัญพอๆกับความชำนาญ แต่ส่วนใหญ่จะโชคไม่ดี ที่สำคัญคำแนะนำที่มีมานาน ที่ให้ซื้อตอนราคาต่ำและขายตอนราคาสูงเป็นสิ่งที่ฟังดูง่ายและมีเหตุผล แต่พฤติกรรมของเราที่ไม่เป็นระบบทำให้เราหลายคนทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับคำแนะนำ

    ดัลบาร์ แสดงข้อมูลในช่วงนานกว่า 20 ปีที่ผ่านมาถึง 31 ธ.ค. 2550 นักลงทุนในกองทุนหุ้นส่วนใหญ่จะได้กำไรต่อปีในอัตราเพียง 4.5% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี เอส แอนด์ พี 500 มากกว่า 7% ต่อปี นอกจากนี้เงินที่ลงทุนไป 10,000 เหรียญในกองทุนหุ้นในครั้งเดียว น่าจะทำกำไรได้เพียง 14,011 เหรียญ เทียบกับที่จะทำได้ 21,036 เหรียญจากการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอ ที่นำ 10,000 เหรียญมาเฉลี่ยเป็นงวด งวดละเท่ากันเป็นเวลา 240 เดือน (โปรดดูกราฟต่อไปนี้) ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือการลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

     
  • การวางแผนการลงทุนของท่าน


    แผนการลงทุนรายเดือนเป็นที่นิยมว่าเป็นหนทางที่ช่วยให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ระยะยาวที่เรากำหนดไว้

    ก่อนการลงทุนใดๆก็ตาม เราควรกำหนดวัตถุประสงค์ของเราและดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถช่วยท่านได้ในจุดนี้ อีกหนึ่งทางในการพิจารณาความเหมาะสมของแผนการลงทุนของท่าน ได้แก่การพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆต่อไปนี้

    แผนการลงทุนที่ดีควรพิจารณาทั้งปัจจัยภายนอกและภายในของการลงทุน เช่น รูปแบบต่างๆของการลงทุนที่มีให้เลือก และทัศนคติต่อความเสี่ยงของท่าน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนเกือบทุกคนพบ คือความไม่สมดุลกันระหว่างระดับผลตอบแทนที่คาดหวังและระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

    ผลตอบแทนและความเสี่ยงโดยมากจะสัมพันธ์กัน และยิ่งคงการลงทุนไว้นานเท่าใด เรายิ่งจะได้เห็นความจริงในข้อนี้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไป กองทุนหุ้นมีความผันผวนมากกว่ากองทุนพันธบัตร และกองทุนที่ลงทุนในประเทศใดเพียงประเทศเดียวยิ่งมีความผันผวนมากกว่ากองทุนที่ลงทุนในทั้งภูมิภาคหรือทั่วโลก กองทุนตลาดเงินมีความปลอดภัยสูงกว่าทั้งหมด แต่ก็ตั้งเป้าเพียงแค่ให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง

    ด้วยแผนการลงทุนรายเดือน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากความเครียดลดลงจากการเฉลี่ยต้นทุนหน่วยลงทุน โดยเงินของท่านยังคงเข้าลงทุนในตลาดตลอดช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าท่านควรจะจำกัดการลงทุนในแค่หนึ่งหรือสองกองทุน ท่านมีอิสระที่จะกระจายเงินลงทุนตามแผนการลงทุนรายเดือนไปยังหลายๆกองทุน ซึ่งที่จริงเป็นวิธีการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด

    เนื่องจากแผนการลงทุนรายเดือนมีลักษณะการลงทุนอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ จึงได้รับความนิยม โดยมองว่าเป็นหนทางในการวางแผนเพื่อเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การเกษียณอายุ การตั้งทุนการศึกษาให้บุตรหลาน และที่จริงแผนการลงทุนรายเดือนก็อาจจะเหมาะกับแผนการระยะยาวทุกประเภท ซึ่งอาจจะรวมทุกเพื่อการรักษาพยาบาลของท่านหรือทุนเพื่อการดูแลบิดามารดา

    การลงทุนแบบรายเดือนในเอเชียมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ในเกาหลี คนงานจำนวนหลายล้านคนมีการส่งเงินรายเดือนซึ่ง ซึ่งรวมเป็นเงินทุนสุทธิที่ไหลเข้าตลาดหุ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ ในออสเตรเลีย มาเลเซีย และต่อมาฮ่องกง ได้จัดทำแผนการหักเงินเพื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญออกจากเงินเดือน และนำไปลงทุนในตลาดอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ซึ่งเป็นแผนที่เหมือนกับแผนการลงทุนรายเดือน ไม่ว่าเจ้าของเงินจะเลือกกองทุนเองหรือผ่านการจัดการของบุคคลที่สามก็ตาม

    แม้ว่าท่านจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญอยู่แล้ว แต่การลงทุนตามแผนการลงทุนรายเดือนก็ยังจำเป็น เนื่องจากประเทศที่มาตรฐานสวัสดิการสังคมยังไม่สูงเท่ามาตรฐานของโลกตะวันตก เช่นในเอเชีย ซึ่งยังไม่มีสวัสดิการที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นอัตราการออมเงินของประชาชนจึงมักจะสูงกว่าประชาชนในประเทศตะวันตก แต่เงินออมเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นแผนการลงทุนรายเดือนจึงนำท่านเดินเข้าสู่เส้นทางที่จะทำให้เงินออมของท่านงอกเงยด้วยวิธีที่ง่ายและสะดวก

    รายการที่ต้องพิจารณา

    อะไรที่คุณพิจารณาเมื่อจะลงทุน ? ควรพิจารณาปัจจัยภายในบางอย่างของท่านเอง เมื่อต้องการวางแผนการลงทุนแบบใดก็ตาม:

    • อะไรคือเป้าหมายการลงทุนและความต้องการของท่าน ?
    • อายุของท่าน ?
    • ฐานะการเงินของท่านดีแค่ไหน ?
    • ท่านยอมรับความผันผวนระยะสั้นในตลาดการลงทุนได้มากแค่ไหน ?
    • ท่านต้องการถอนเงินสดจากการลงทุนได้มากแค่ไหน หากท่านต้องการไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ?
    • เมื่อใดที่ท่านจำเป็นต้องได้เงินที่ท่านลงทุนไปกลับคืนมา ?
    • ท่านต้องการกระจายความเสี่ยงมากแค่ไหน ?
    • การลงทุนในลักษณะใดที่ท่านต้องการ ?
  • เงินสดคืออำนาจ ?

    ที่ผ่านมา เราอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เงินสดคืออำนาจ” ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่าท่านจะไม่มีทางเสียเงินหากถือเงินสดเอาไว้

    แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังคงต่ำมาก ท่านแทบจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีจากการเก็บเงินสดเอาไว้ และอันที่จริงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว บางทีผลตอบแทนที่ได้อาจกลายเป็นติดลบ

    ในขณะเดียวกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน ย่อมหมายถึงราคาของหลักทรัพย์ที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยง เช่น หุ้นกู้และหุ้นสามัญในตลาด ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนได้มากอย่างน่าพอใจ และน่าสนใจกว่าดอกเบี้ยจากการฝากเงินสดไว้กับธนาคารมาก

    แต่ก็เป็นความจริงว่าราคาของหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงก็อาจจะตกต่ำลงในระยะสั้น และถ้าบริษัทลดการจ่ายเงินปันผล ผลตอบแทนจากการถือหุ้นของบริษัทนี้ก็ไม่ได้สูงอย่างที่คาดไว้ แต่ในระยะยาวการถือหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินสดไว้กับธนาคาร